Sanook77

ลูกตามหาแม่นานถึง 4 ปี พบแม่เสียชีวิต ถูกรัดคอด้วยเชือกจูงสุนัข

มหาสารคามข่าว
//s.isanook.com/ss/0/ud/0/4666/258096.jpg

จากกรณีนายวิราช  หอมดอกพุท  ชาว จ.สุรินทร์  เดินทางเข้ายื่นหนังสือที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4  ให้เร่งติดตามความคืบหน้าคดี  นางสุมาลี  แสงเดือน  อายุ 48 ปี  ซึ่งเป็นแม่  ได้หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 2558  

จนมาทราบว่าแม่กลายเป็นศพนิรนามถูกฆ่ารัดคอ  โดยคนร้ายทิ้งศพไว้ในพื้นที่ของ สภ.ท่าตูม อ.เมือง  จ.มหาสารคาม ซึ่งลูกและญาติหวั่นว่าคดีจะเงียบ  จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือดังกล่าว


วันที่ 27 พฤศจิกายน 62 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ยังจุดที่พบศพเมื่อ 4 ปีก่อน  ที่บริเวณป่าข้างทางเส้นทางเข้าบ้านโนนแสนสุข  หมู่ 6  ต.ห้วยแอ่ง  อ.เมือง  จ.มหาสารคาม  ห่างจากโรงเรียนบ้านโดท่างามประมาณ 100 เมตร  

ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่มีบ้านคนรอบข้างเป็นป่าและเป็นพื้นที่การเกษตร  พร้อมทั้งได้สอบถามประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในชุมชน ใกล้บริเวณที่พบศพ

ทั้งนี้จากการสอบถามนางบุญโฮม  ทัพทมาตย์  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  บ้านโนนแสนสุข  ซึ่งมีพื้นที่ปลูกผักอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุกล่าวว่าเมื่อ 4 ก่อน  คือปี 2558  ในวันช่วงเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558  ตนเองและสามีก็ได้มาเก็บผักตามปกติ  ตั้งแต่เวลาประมาณตี4  ซึ่งก็ผ่านจุดที่ทิ้งศพ  แต่ก็ไม่เห็นอะไรเพราะฟ้ายังไม่สว่าง  

ต่อมาเห็นพระกลับจากบิณฑบาต  พระจึงได้กวักมือเรียกให้ช่วยกันไปดูว่ามีคนตาย  จึงไปดูก็พบว่ามีคนตายจริง ๆ สภาพศพนอนคว่ำหน้า  เสื้อยกทรงถูกถลกขึ้นสวมกางเกงเลคกิ้ง  ที่คอมีเชือกจูงสุนัขรัดอยู่  ซึ่งผู้ตายไม่มีใครทราบว่าเป็นใครมาจากไหน  เห็นเพียงแต่ว่าผู้ตายมีรูปร่างตัวเล็ก ๆ ผิวขาว 

ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้มาสอบปากคำคนที่พบศพและคนที่บ้านเรือนอยู่ใกล้บริเวณนั้น  จนล่าสุดได้มาทราบข่าวว่าผู้ตายเป็นคน จ.สุรินทร์  เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพราะลูกชายผู้ตายออกตามหาในพื้นที่บ้านโนนแสนสุขและมาทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของแม่กลับบ้าน    

ด้าน  พ.ต.ต.วรวิทย์ ธรรมสุจริต  หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรท่าตูม อำเภอเมือง จ.มหาสารคาม  เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ขณะนั้นตนยังไม่ได้เดินทางมารับตำแหน่ง  

โดยได้รายงานว่าหลังจากเกิดเหตุ  ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุและเก็บหลักฐานโดยรอบบริเวณที่เกิดเหตุ  ก่อนเก็บลายนิ้วมือ  ส่งศพไปชันสูตร  และเก็บดีเอ็นเอ  เพื่อรอยืนยันอัตลักษณ์บุคคล  กรณีที่ญาติจะออกตามหา  

ซึ่งตอนแรกให้น้ำหนักไปที่ผู้ตายเป็นชาวลาว  ด้วยลักษณะทางกายภาพเป็นคนผิวขาวตัวเล็ก และตรวจสอบลายนิ้วมือไม่พบว่าตรงกับคนไทย  ก่อนที่นำศพไปฝังไว้ที่สุสานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น  และได้มีการล้างป่าช้าไปแล้วเมื่อต้นปี 62 

จากนั้นวันที่ 3 ตุลาคม 2562 จึงได้ทราบว่า DNA ของผู้ตายตรงกับของลูกชายที่ออกตามหาแม่เมื่อ 4 ปีก่อน  ซึ่งหลังจากทราบเรื่อง  เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการจัดชุดสืบสวนลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมความเกี่ยวโยงของคดีและสอบพยานแวดล้อมเพิ่มเติม  

ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน  ขอให้ญาติได้มั่นใจว่าตำรวจทำงานอย่างเต็มที่   

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฆ่ารัดคอข่มขืนฆ่ากันตายข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือมหาสารคาม

เนื้อหาโดย

Surachet S.